ติดยาป่วยจิต รักษาได้


นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า

การ ติดสารเสพติดเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่เกิดขึ้นทีละน้อย

จากการใช้ยาเป็นครั้งคราวสู่การใช้ถี่ขึ้น จนใช้ทุกวัน วันละหลายครั้ง

ซึ่งเมื่อใช้บ่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง จะนำไปสู่ภาวะ "สมองติดยา"

โดยสารในตัวยาจะเข้าไปทำลายสมองส่วนคิด ทำให้การใช้ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลเสียไป ทำให้สมองส่วนอยาก ซึ่งมีการนำเข้าสารเสพติดสู่สมองส่วนนี้ จนเข้ามามีอิทธิพลเหนือสมองส่วนคิด โดยเฉพาะช่วงอยากสารเสพติด ทำให้ผู้เสพติดทำอะไรตามใจตามอารมณ์มากกว่าเหตุผล ผู้ที่ใช้สารเสพติดจึงมักแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกมา เช่น อารมณ์ก้าวร้าว หงุดหงิด ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ขาดความยับยั้งชั่งใจ นำไปสู่ความรุนแรงในสังคมที่พบเห็นอยู่บ่อย ๆ ทั้ง การปล้น ลักขโมย ทำร้ายคนใกล้ชิด ก่อเรื่องที่ผิดศีลธรรมผิดกฎหมาย ฯลฯ บางรายเกิดอาการทางจิตจนกลายเป็นผู้ป่วยสารเสพติดที่มีอาการทางจิตเวชร่วม ด้วย ซึ่งนอกจากสมองส่วนอยากที่ผิดปกติแล้ว สมองส่วนคิดก็ถูกทำลายเรื้อรังจนเสื่อมถาวรได้
  ปัญหาสารเสพติดจึงสำคัญมากถือเป็นวาระแห่งชาติ ต้องได้รับการติดตามแก้ไขอย่างจริงจัง ตั้งแต่ระดับปฐมภูมิ เช่น การให้ความรู้ เข้าใจและตระหนักในการเฝ้าระวังอาการเสพติดและอาการทางจิตเวช การส่งเสริมให้เยาวชนและครอบครัวมีการฝึกวินัยตั้งแต่เรื่องกินอยู่ การนอน การเล่น รู้จักการจัดการอารมณ์โกรธ ฝึกทักษะรู้จักการแก้ปัญหา การปฏิเสธ และมีพื้นที่สร้างสรรค์ในการใช้เวลาว่างอย่างมีประโยชน์ เช่น สถานที่ออกกำลัง สถานที่ให้คำปรึกษา และกลุ่มบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม ระดับทุติยภูมิ ในการดูแลเบื้องต้นและส่งต่อผู้เสพติดที่มีอาการทางจิตร่วมด้วย ซึ่งต้องได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมอย่างทันท่วงที ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 หากบุคคลดังกล่าวไม่ยินยอมสามารถใช้มาตรา 22 บุคคลที่มีความผิดปกติทางจิตในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลที่ต้องได้รับการบำบัดรักษา คือ 1) บุคคลนั้นมีภาวะเป็นอันตราย 2) มีความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษา เพื่อนำบุคคลดังกล่าวไว้ในสถานพยาบาลของรัฐหรือสถานบำบัดรักษาเพื่อผลดีต่อ ตัวของเขาเอง ขณะเดียวกันก็เป็นการป้องกันความปลอดภัยให้กับสังคมอีกด้วย และระดับตติยภูมิ ในการดูแลบำบัดรักษาฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดสารเสพติด ทั้งอาการเสพติดและอาการทางจิตเวช มิให้ป่วยซ้ำจนสามารถช่วยเหลือตัวเองตามศักยภาพ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัย ผู้ที่มีความรู้ ความใส่ใจช่วยเหลือทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม และสามารถบูรณาการองค์ความรู้และทักษะ เน้นการมีส่วนร่วมจากบุคลากร สหวิชาชีพ ทั้งในและนอกระบบสาธารณสุข เช่น ครู ตำรวจ องค์กรการปกครองท้องถิ่น พัฒนาสังคม ทหาร เป็นต้นอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว
   ด้าน พญ.บุญศิริ จันศิริมงคล นายแพทย์เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 4 และหัวหน้าศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กล่าวว่า ในผู้ที่เสพหรือติดสารเสพติดพบโรคทางจิตเวชร่วม ถึงร้อยละ 53.1 จากปัญหาดังกล่าว พบว่าผู้ป่วยจิตเภทซึ่งมีปัญหาการใช้สารเสพติดร่วมมีอัตราที่สูงขึ้น โดยพบในอัตราที่สูงถึงประมาณ ร้อยละ 50 และสิ่งเสพติดที่ใช้มากที่สุด คือ สุราและแอมเฟตามีน ทั้งนี้ สารเสพติดที่ก่อให้เกิดอาการทางจิตมีหลายชนิด ได้แก่ ยาบ้า ยาไอซ์ กัญชา ที่มีแนวโน้มแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นอย่างมากในกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงาน ซึ่งทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายและจิตรุนแรง ซึ่งสารเสพติดกลุ่มกระตุ้นและหลอนประสาทเหล่านี้ มักพบอาการทางจิตได้บ่อย เช่น อาการหวาดระแวง กลัวคนจะมาทำร้าย หูแว่ว ประสาทหลอน คลุ้มคลั่ง ขาดสติ มีแนวโน้มก่อความรุนแรงทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น และยังพบสารเสพติดที่กำลังแพร่ระบาดในเยาวชนไทยปัจจุบัน ได้แก่ น้ำต้มใบกระท่อม (4x100) ยาแก้ไอ ยาแก้ปวด ยานอนหลับ และเครื่องดื่มชูกำลัง อีกด้วย ซึ่งจากข้อมูลการบำบัด รักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู้ติดสารเสพติด ของหน่วยงานสังกัดกรมสุขภาพจิต ปี 2557 พบว่า มีผู้ติดสารเสพติดเข้าบำบัด รักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ จำนวน 3,941 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ซึ่งมีจำนวน 3,849 ราย หรือเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 300 ราย/เดือน ทั้งนี้ 2 ใน 3 ป่วยถึงขั้นสมองติดยา  
   โรค สมองติดยานั้น เป็นโรคทางจิตเวชที่เกิดจากสารเคมีที่ไม่สมดุลและความเสื่อมของสมอง ทำให้การกำกับอารมณ์ พฤติกรรม และความคิด ไม่เหมาะสม ผลกระทบมีทั้งแบบเฉียบพลัน ในกรณีเริ่มใช้ และแบบเรื้อรังในกรณีเสพปริมาณมากหรือเสพมานาน ความเจ็บป่วยทางร่างกายที่มักพบร่วมด้วย เช่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ โรคผิวหนัง ปัญหาสุขภาพช่องปาก เป็นต้น โดยส่วนใหญ่ใช้เวลาในการบำบัดฟื้นฟูไม่น้อยกว่า 1 ปี
   ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณสารเสพติด ปัญหาทางจิตเวชเดิม และปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นให้เสพซ้ำ ดังนั้น การรักษาจึงมีความจำเป็นในการใช้ยาจิตเวชเพื่อบรรเทาอาการควบคู่กับการบำบัด ด้านจิตสังคม เพื่อให้ผู้ป่วยมีแรงจูงใจในการลด ละ เลิก และมั่นใจในการรับการบำบัด นอกจากนี้ ความร่วมมือจากครอบครัว ความเข้าใจที่ถูกต้องของครู ญาติและสังคมเพื่อการให้โอกาสและกำลังใจเป็นปัจจัยสำคัญในความสำเร็จของการ บำบัด แพทย์หญิงบุญศิริ กล่าว



ขอขอบคุณข้อมูลจาก

กรมสุขภาพจิต

ลงประกาศ ณ วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธัญญารักษ์ขอนแก่น

นายชาญชัย ธงพานิช

เมนู
  ประวัติโรงพยาบาล
  วิสัยทัศน์
  โครงสร้างโรงพยาบาล
  บุคลากร
  คณะกรรมการ
  ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน
  ศูนย์บริหารความเสี่ยง
  ศูนย์พัฒนาคุณภาพ
  ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร
  เบอร์โทรศัพท์ภายใน
เว็บไซต์ภายใน
  จัดการทรัพยากรบุคคล (HRM)
  ศูนย์พัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล (HA)
  คณะทำงานด้านจัดการความรู้ (KM)
  งานวิจัย (Research)
  คลินิกลดอันตราย (HARM)
  Silde Download TYRKK
  แนวทางการตอบคำถาม (PMQA)
  สื่อสารมวลชน
  สื่อนิทรรศการ
  มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม
  ฝ่ายนโยบายและแผน
  ระบบการให้ข้อมูลยา
  แบบประเมินหลังการบำบัดรักษา
  แบบฟอร์มขอนำเข้าข้อมูลต่างๆเข้าสู่เว็บไซต์ www.tyrkk.go.th
  คู่มือมาตรฐานการปฏิบัติงาน(SOP)/แนวทางการรักษา(CPG)
  คู่มือการให้บริการประชาชน (Service Level Agreement : SLA)
  ข้อตกลงระดับการให้บริการ
  ประกาศเจตจำนงสุจริตของหน่วยงาน
  การสร้างค่านิยมสุจริต
  แนวทางการปฏิบัติในการสั่งให้ข้าราชการออกจากราชการ
  ดาวน์โหลดเอกสารประชุมวิชาการ 2561
  คณะกรรมการควบคุมและป้องกันการติดเชื้อ (IC)
เว็บไซต์เพื่อนบ้าน
  กรมการแพทย์
  กระทรวงสาธารณสุข
  สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี
  โรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา
  โรงพยาบาลธัญญารักษ์อุดร
  โรงพยาบาลธัญญารักษ์ปัตตานี
  โรงพยาบาลธัญญารักษ์แม่ฮ่องสอน
  โรงพยาบาลธัญญารักษ์เชียงใหม่
  ห้องสมุดธัญญารักษ์ขอนแก่น
ประเมินความพึงพอใจ